

ชีวิต..เพื่อการเรียนรู้../ผึ้งหลวง พ.ค. 2552
ปัญหาเด็กๆ ที่ไม่เด็ก..เลย
แนวทางในการปฏิรูปการศึกษา หรือ แม้แต่การเลี้ยงดูเจ้าตัวเล็กที่น่ารักของทุกคนในบ้าน วันนี้ที่อยากชวนคุย คงไม่พ้นเรื่องวุ่นๆของเจ้าตัวเล็ก ตอนนี้อยู่ในช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครองก็ต้องพาลูกไปโรงเรียนแม้ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม หรือแม้จะห่วงแสนห่วงก็ต้องทำใจให้ลูกของตนเองไปอยู่ในความดูแลของผู้อื่น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะทำอย่างไรถึงจะให้เขารักลูกของเรา อย่างที่เรารัก ดูแลด้วยความเอาใจใส่อย่างที่เราทำ การพาลูกไปโรงเรียนไม่ใช่เป็นเรื่องราวของเด็กที่ต้องปรับตัวเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นการปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ของผู้ใหญ่ด้วย ยิ่งถ้าต้องเห็นน้ำตาลูก ยิ่งทำใจลำบาก สำหรับเด็กระยะการปรับตัวแตกต่างกันไปอาจจะ 2-3 วัน เป็นอาทิตย์ หรืออาจจะเป็นเทอม เป็นปี ก็มี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของการเลี้ยงดูที่บ้าน ทัศนคติของผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเด็กที่มีต่อโรงเรียน ครู สภาพแวดล้อมที่โรงเรียน ซึ่งลักษณะการปรับตัวจะแสดงออกต่างกันไป อยากให้ผู้ใหญ่เข้าใจว่า เด็กบางคนร้องไห้แต่วันแรกที่มาโรงเรียน 2-3 วันอาจจะหยุด บางคนก็ไม่ร้องไห้เลยแต่ซึมๆ บางคนจะร้องไห้เป็นบางวัน (ที่ถูกขัดใจ) หรือบางคนถึงกับป่วย (การเมือง) ที่เด็กบอกเองว่าตัวเองป่วย แล้วก็มีอาการตัวร้อนจริงๆ หรือ บางคนบ่นปวดท้อง (คงต้องเช็คอาการกับหมอ) เป็นต้น อยากให้ผู้ใหญ่พิจารณาอย่างนี้นะคะ ทั้งหมดคือ กระบวนการปรับตัว กระบวนการปรับตัวของทุกคน ต้องใจเย็น ให้เวลา อย่าผลีผลามโวยวายกับครู หรือ กับลูก หรือแม้แต่คนใกล้ชิดของตัวเอง เพราะจะเป็นการยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับเด็ก ขอย้ำว่ากับ เด็ก เมื่อตัดสินใจให้ลูก/หลานไปโรงเรียนแล้ว ก็ต้องไป นี่คือหน้าที่ การปลูกฝังความเป็นตัวตนให้กับเด็ก ไม่อาจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามอารมณ์ของคนได้ สิ่งนี้จะเพิ่มความสับสนให้กับเด็กมาก ในช่วงแรกของการปรับตัว จะมีอยู่ 3 ช่วงที่เด็กจะคิดถึงบ้านเป็นพิเศษ คือ ตอนเช้าที่กำลังต้องจากกันกับคนที่มาส่ง, ช่วงกินข้าว, และช่วงที่กำลังจะนอนและตื่นนอน บางโรงเรียนช่วยเด็กด้วยการให้ผู้ปกครองกลับไปก่อนและมารับก่อนที่จะมีกิจกรรมอื่นๆที่กล่าวมา บางโรงเรียนจะพิจารณาเด็กแต่ละคนตามจริงถ้าเห็นว่าจะแย่แล้วก็จะโทรแจ้งให้ผู้ปกครองมารับ สิ่งที่ผู้ปกครองไม่ควรปฏิบัติ คือ ส่งเด็กกับครูแล้ว ยังจดๆจ้องๆ ร่ำลาไม่เลิกซะที บางทีไปแว๊บเดียวแล้วก็กลับมาแอบดูจนเด็กเห็น อย่างนี้คงทำใจลำบากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ / หลอก เด็กว่าจะไปไหนก็แล้วแต่..แป๊ปเดียวเดี๋ยวมา สำหรับเด็ก 2-3 ชั่วโมงยาวนานมาก อีกหน่อยเขาคงไม่เชื่อผู้ใหญ่ท่านนั้นอีก / ขู่ เวลาที่ไม่ได้ดั่งใจ ว่า “จะพาไปโรงเรียน” หรือ “ครูจะดุนะ” โรงเรียนหรือครูก็จะกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นต้น ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วการร้องไห้ไม่มีวันยุติแน่นอน เริ่มต้นก็มีแต่เรื่องเลวร้ายให้รู้สึกแล้ว ที่นี้การปรับตัวก็จะยากขึ้น ทุกคนคงอยากให้เด็กๆมีความสุข ดูแลตัวเองได้ ในวัยนี้ผู้ใหญ่ก็คงต้องสังเกตพฤติกรรมของเด็ก(อย่างไม่มีอคติ) สอบถามพูดคุยกับคนที่คิดว่า จะช่วยให้กระบวนการปรับตัวทั้งของผู้ใหญ่และเด็กประสบความสำเร็จในเร็ววัน ..เอาใจช่วยค่ะ |
![]()