back to homego to know usgo to activitygo to contact usgo to good mediago to web board

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สันติวนา : เพาะต้นกล้า... ปลูกป่าในใจคน

ในยุคสมัยที่เงินเป็นใหญ่  ใครต่อใครนิยมเครื่อง
เล่นทันสมัย-ไฮเทคโนโลยี ชีวิตรีบเร่งจนกระทั่งแทบทุก
อย่างกลายเป็นเรื่องด่วน มลภาวะและความเครียดเป็น
ส่วนหนึ่งของชีวิต ศีลธรรมกลายเป็นคำโบราณที่ไม่มีใคร
สนใจจะพูดถึง สังคมเต็มไปด้วยผู้คนที่ป่วยไข้ด้วยหัวใจที่
ขาดรัก... ไม่ไกลจากใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่ 38 ไร่ ซึ่ง
ล้อมรอบด้วยคูคลอง ต้นไม้ใบหญ้ากำลังเติบใหญ่ตาม
จังหวะเวลาของมัน เอื้อเฟื้อร่มเงา-ให้ความร่มเย็นกับชีวิต
ที่ผ่านมาพักพิง ราวกับจะบอกว่า ที่ “สันติวนา” ความสุข
หาได้ง่ายๆ ในความพอเพียง ในธรรมชาติ และในหัวใจ
คน

เช้าวันอากาศดีวันหนึ่งกลางเดือนกุมภาพันธ์ ทีม
บ.ก. อิสระ มีโอกาสนั่งคุยกับเจ้าบ้าน คุณพ่อวิชัย
โภคทวี ในบรรยากาศสบายๆ ที่ม้าหินกลางลาน
โล่งในสันติวนา... เราเริ่มต้นทำความรู้จักกันอย่างง่ายๆ
ไม่มีพิธีรีตอง เรื่องราวมากมายพรั่งพรูออกมาจาก
ชีวิตที่ผ่านร้อนหนาวมาเกือบ 60 ปี... มุมมอง
เกี่ยวกับชีวิต สังคม ศาสนา การศึกษา ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม สะท้อนผ่านการไตร่ตรองจาก
ประสบการณ์นานวัน มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ
และหลายประโยคที่ชวนให้คิดต่อ

…อิสระฉบับนี้ขอเริ่มด้วยการเชื้อเชิญผู้อ่านให้ปลีกเวลา
จากความรีบเร่ง มลพิษ และความเครียด ไปสัมผัสและซึม
ซับพลังจากธรรมชาติที่ “สันติวนา” ที่ซึ่งจิตวิญญาณของ
มนุษย์ ได้เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของธรรมชาติ และพระ
ผู้สร้างของเขา

ต้นเรื่อง ต้นความคิด... สันติวนา
เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของ “สันติวนา” คุณพ่อบอก
ให้เราฟังถึงการไตร่ตรองซึ่งมีหลายปัจจัยประกอบกัน
เรื่องแรกที่เป็นส่วนสำคัญน่าจะมาจากประสบการณ์ใน
วันวัยแห่งการแสวงหา ไม่ว่าจะเป็น ชีวิตที่ได้สัมผัสกับ
ชาวบ้านเมื่อครั้งร่วมทำงานค่ายอาสาพัฒนาบ้านเซเวียร์,
มุมมองที่แตกต่างระหว่างตำราเรียนของนักศึกษาวิชาการ
เกษตร กับความคิดเชิงสังคมพัฒนาที่ตัวเองสนใจติดตาม
หรือแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ให้ความสำคัญกับภูมิ
ปัญญาชาวบ้าน กับเศรษฐกิจเงินตราที่ทำลายอะไรหลาย
อย่างในชีวิต ในสังคมของเรา

ส่วนที่สอง คือเรื่องของสภาพแวดล้อมที่ถูก
ทำลายมากขึ้นทุกทีจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่มนุษย์ใช้เพื่อความสะดวกสบายของตัวเอง โดยไม่ได้
สนใจกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโลกและธรรมชาติ

อีกส่วนหนึ่ง คือทัศนคติของ “คน” กับ “ป่า” ที่
โถมเข้ามาพร้อมกับคำถามที่แฝงด้วยความเจ็บปวดระคน
น้อยใจของพ่อหลวงจอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์ชาวบ้านชน
เผ่าปกาเกอะญอ “ทำไมคนกรุงเทพฯ ถึงชอบคิดว่าพวกเรา
ชาวเขาทำลายป่า” ทั้งๆ ที่ป่าก็ยังคงอยู่บนดอยสูง ในขณะ
ที่กรุงเทพฯ กลับแล้งไร้ลงทุกที

วันเวลาผ่านไปพร้อมๆ กับการไตร่ตรองเพื่อให้
ความคิดตกตะกอน... คิดไปคิดมา คุณพ่อบอกว่ามันเกิด
ความคิดแวบหนึ่งดังขึ้นมาว่า “มึงต้องปลูกป่าในหัวใจคน
กรุงเทพฯ” และนั่นคือที่มาของความคิดที่จะสร้างบ้านเข้า
เงียบที่เอื้อให้มีการเชื่อมโยงกันระหว่างจิตวิญญาณของ
มนุษย์ กับจิตวิญญาณของธรรมชาติ ที่ซึ่งธรรมชาติจะสื่อ
กับเรา และที่ซึ่งคุณพ่อวิชัยเชื่อว่า พระเป็นเจ้าก็จะสื่อกับ
เราเช่นกัน และบรรทัดต่อจากนี้คือคำบอกเล่าของคุณพ่อวิชัยถึง
ประสบการณ์ระหว่างทางเดินสู่ “สันติวนา”
วันวัยแห่งการแสวงหา : ชีวิตนักศึกษา และค่ายอาสา
พัฒนา บ้านเซเวียร์

คือตรงนี้ ที่จริงแล้ว ตอนที่ผมเป็นนักศึกษาอยู่ ผม
ก็ไปออกค่ายอาสาพัฒนา บ้านเซเวียร์ ทุกปี เราก็ไปสร้าง
พวกโรงเรียนบ้าง ฝายน้ำล้นบ้าง ตอนที่ทำค่ายอาสาฯ ก็
สนิทกับชาวบ้าน แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าวิถีของชาวบ้านมันเป็น
วิถีที่ยั่งยืน ตอนนั้นผมอยู่มหาวิทยาลัย ประมาณปี 2512
ถึง 2515 ทุกหมู่บ้านเลยนะ เขาช่วยตัวเองได้ แล้วผมก็มี
โอกาสอ่านหนังสือของพวกศูนย์สังคมพัฒนาอะไรต่างๆ
ในเวลาเดียวกันเราก็ได้ไตร่ตรองไปด้วย เขาก็พูดถึงเรื่อง
การพัฒนาชาวบ้าน ซึ่งมันก็ตรงกับเรื่องการส่งเสริม
การเกษตร คือผมเรียนคณะเกษตร ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น พวกเราเรียนจิตวิทยา เกษตรนี่ล่ะ
แต่เรียนจิตวิทยาเพื่อที่จะไปกล่อมชาวบ้านให้เขาเลิกปลูก
พืชกินเอง แล้วหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจ ช่วงนั้นจำได้ว่าเรา
ส่งเสริมให้ปลูกพวกยาสูบ มันสำปะหลัง สับปะรด คือไป
เปลี่ยนวิถีชาวบ้าน แต่พอมาตามงานของศูนย์สังคมพัฒนา
ซึ่งเขามีการไตร่ตรองตลอดเวลา ในที่สุดเขากลับคิดว่า เอ๊ะ การที่เราไปบอกว่าชาวบ้านเขาไม่เจริญ แล้วเราเอาพืช
เศรษฐกิจเข้าไปเนี่ย มันกลับทำให้เขาเป็นหนี้ ทำให้เขา
สูญเสียรากเหง้าของเขาไป

สัมผัสชีวิตกรรมกร : บทเรียนความพอเพียง
ตอนที่เรียนจบออกมาแล้ว ผมก็อยากทดลองชีวิต
ผมไปเป็นกรรมกรอยู่ประมาณเกือบ 2 เดือน ทำงานวันละ
8 ชั่วโมง ได้เงินวันละ 25 บาท วันแรกที่ผมไปทำงาน ชีวิต
ที่เคยชินของเราก็คือกินก๋วยเตี่ยวใช่มั้ย กินก๋วยเตี๋ยวใน
ตลาดธรรมดาๆ ที่ชาวบ้านเขากินกันนี่ล่ะ    ผมก็ไป
กินก๋วยเตี่ยว ตอนนั้นก๋วยเตี๋ยวชามละ 7 บาท ชามหนึ่งผมกินไม่อิ่ม ผมกินสองชาม 14 บาท กินน้ำขวดอีกขวดหนึ่ง
ประมาณสัก 5 บาท ตอนนั้นผมสูบบุหรซื้อบุหรี่อีก 1 ซอง 7 บาท มื้อเดียวก็เกินค่าแรง 1 วันแล้ว ผมก็งงว่า
แล้วพวกกรรมกรเขาอยู่กันได้ยังไง ค่าแรงผมทั้งวัน กินมื้อ
เดียวยังไม่พอ ผมก็เลยไปถามเขาว่า “เมื่อวานนี้นะ ผมไป
กินก๋วยเตี๋ยวในตลาด 25 บาทหมดเลย ไม่พอ แล้วพวกคุณ
อยู่กันได้ยังไง” เชื่อมั้ย พวกเขามองผมแบบแปลก
ประหลาดมาก เขาเห็นเราทำงานกรรมกร เดินเข้าไปกิน
ก๋วยเตี๋ยวในตลาด เขาก็คิดว่าเรารวย “กูนึกว่ามึงรวย โธ่
เอ๊ย อย่างนั้นมึงก็จนตาย จะเอาเงินที่ไหน” ผมก็ถามเขาว่าแล้วพวกคุณอยู่กันยังไง คือเขาก็จะมีกลุ่มรวมขันกัน
จ่าย วันละ 5 บาท สำหรับกับข้าว 3 มื้อ แล้วผมก็ถามเขาว่า
แล้วพวกคุณอยู่กันยังไง เขาก็ชี้ไปที่เพิงลักษณะนั้นที่มี
สังกะสีรอบ แล้วก็ชี้ไปที่หัวหน้างาน ให้ผมไปคุยกับ
หัวหน้างาน ผมก็ไปคุย เขาคิดวันละบาท ผมก็เอา จ่ายไป
6 บาท ค่าอาหารแล้วก็ค่านอน ผมเหลือเงินเกือบ 20 บาท
แต่ว่าที่นอนนี่มันเป็นห้องขนาดประมาณ 3x3 เมตรนะ อยู่
กัน 3 คน คนโสด คือเป็นที่ซุกหัวนอนจริงๆ เขาก็สร้าง
เป็นสังกะสีล้อม แล้วมันก็อยู่ในไซท์งาน เพราะฉะนั้นเขา
ก็ไม่ต้องเสียอะไร นอกจากสังกะสีไม่กี่แผ่น มุ้งอะไรเราก็
ต้องกระเสือกกระสนหาเอาเอง... ที่ผมพูดถึงตรงนี้ก็
เพราะว่า ไอ้เศรษฐกิจเงินตราที่มันเข้ามานี่มันเป็นของ
แปลกปลอมจากเศรษฐกิจของเรา ใช่มั้ยฮะ ผมก็เริ่มคิดว่า
... ถ้าอย่างนั้นแล้วความพอเพียงมันสำคัญ

ข้าว-เงิน :
 เศรษฐกิจพอเพียง-เศรษฐกิจเงินตรา
หลังจากนั้น พอผมบวชเป็นพระสงฆ์แล้ว
พระคุณเจ้าบุญเลื่อนก็เชิญให้ผมไปร่วมกับคณะกรรมการ
ยุติธรรมและสันติ ซึ่งตอนนั้นเราก็ทำงานด้านสังคม เราก็
คลุกคลีกับพวกเอ็นจีโอ กับพวกภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งผมมีพื้นฐานอยู่แล้วผมก็ชอบไปเยี่ยมเขา ไม่ว่าจะเป็นพ่อคำ
เดื่อง พ่อหลวงจอนิ หรือว่าผู้ใหญ่วิบูลย์ ใครต่อใครที่เรา
รู้จัก แล้วก็มีโอกาสพูดคุยกัน... ทาง CCTD เองก็เกิด
ความคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จริงๆ แล้ว แน่นอนนะฮะ
ในหลวงพูดนี่เสียงดังมาก แล้วก็เป็นสิ่งที่ดีที่ท่านพูด แต่ว่า
พวกนักพัฒนาตอนนั้นก็เริ่มเห็นแล้วล่ะว่า ไอ้การพัฒนา
ไปในลักษณะของทุนนิยมคือปลูกเพื่อขายเนี่ย มันไม่ใช่
แล้วก็เอาพวกสารเคมีเข้ามา เอาพวกปุ๋ย พวกอะไรเข้ามา
มันไม่ใช่ วิถีดั้งเดิมเรามีอยู่แล้ว เมื่อก่อนเราไปตีความว่า
ชาวบ้านจนเพราะเขาไม่มีเงิน แต่จริงๆ ตอนนั้นเงินไม่ใช่
เรื่องสำคัญอะไรสำหรับชาวบ้าน ที่สำคัญก็คือข้าว
เศรษฐกิจดั้งเดิมของไทยตัวที่เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ
คือข้าว ไม่ใช่เงิน พอเขามีข้าวเต็มยุ้งนี่นะ เขาสบายเลย
เพราะอาหารสำคัญของคนไทยคือข้าว อย่างอื่นเราเรียกว่า
“กับข้าว” คือไปกับข้าว กินกับข้าว ไม่ได้ถือว่าเป็นอาหาร
หลัก ถือว่าทำให้ข้าวรสอร่อย ทำให้ข้าวกินง่าย กินสะดวก
แล้วก็มีรสชาติ...
มีวันหนึ่ง พวกผมนั่งกินข้าวกันอยู่ แล้วข้าวมัน
เหลือตั้งครึ่งหม้อ ผมก็บอกว่า ข้าวมันเหลือตั้งครึ่งหม้อ ถ้า
คุณจะเอาไปให้เพื่อนบ้านคุณที่เขาไม่มีข้าวกิน ได้มั้ย? เขา
ก็บอกว่า โอ๊ย ไม่มีปัญหาพ่อ เอาไปเลย ผมก็บอกว่าโอเค

แต่ถ้าสมมติว่า เราเอาข้าวครึ่งหม้อที่เหลือ คุณเอาไปขาย
ได้ 50 บาท คุณจะเอาเงิน 50 บาทไปให้เขามั้ย เขาบอกว่า
ไม่ล่ะพ่อ ทำไมต้องให้เขาด้วยล่ะ พอเปลี่ยนเป็นเงินปั๊บ
ทันทีเลย กูไม่ให้มึง แต่ถ้าเป็นข้าว ไม่มีปัญหาใช่มั้ย โอ๊ย
เงินนี่ทำลายอะไรเยอะ สำหรับผม เงินเป็นพระเจ้าที่
โหดร้าย เพราะอะไรรู้มั้ย เพราะมันสามารถที่จะขโมยเด็ก
จากอ้อมอกแม่ไปเป็นขอทานได้ มันสามารถสั่งให้คนเอา
ยาเสพติดไปขายให็เด็กประถมได้ เงินเป็นตัวสั่ง เพราะ
อย่างนั้นผมกลัวมากเรื่องเงิน

มนุษย์ทำร้าย : ธรรมชาติบำบัด
ปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมของเราตอนนี้แย่มาก มี
อยู่วันหนึ่งผมขับรถตามท้ายรถบัส มันก็มีรูปปอด
ที่สกปรกมาก มีตัวหนังสือบอกว่า มลภาวะแบบนี้ปอดคุณ
ทนไหวหรือ? เสร็จแล้วมันก็บอกว่า อย่างนั้นซื้อไซโจเดน
กิ เครื่องฟอกอากาศ... ผมตกใจเลยนะ เฮ้ย! มึงว่าอากาศ
มันสกปรก แทนที่จะมาทำอากาศให้มันสะอาด กลับบอก
ให้ไปหาเงินมาซื้อเครื่องฟอกอากาศ แล้วไอ้คนอื่นที่มัน
อยู่นอกห้องเรามันจะสะอาดไปด้วยหรือเปล่าล่ะ ใช่มั้ย ผม
ก็เลยคิดว่า อย่างนี้มันไม่ใช่ทาง เทคโนโลยีมันไม่ช่วย...
โอเค อาจจะมีเทคโนโลยีที่ช่วย แต่ต้องไม่ใช่เทคโนโลยีที่จะต้องมาซื้อเครื่องฟอกอากาศ...  แต่เราจะต้องมาดูว่า แล้วเราจะต้องทำยังไงเพื่อรักษาธรรมชาติ เพราะ
ธรรมชาตินี่มันเป็นตัวฟอกอากาศอยู่แล้ว ไอ้ต้นไม้นี่เขา
เรียก “คาร์บอนแบงค์” ตัวคาร์บอนทำให้โลกร้อน จริงมั้ย
ฮะ คาร์บอนไดออกไซด์ แล้วพืชเนี่ย กลางวันมันดูด
คาร์บอนไดออกไซด์เข้ามา แล้วมันก็สะสมคาร์บอนไว้
แล้วคายออกซิเจนออกมา แต่เรากำลังทำลายไอ้ตัวกัก
คาร์บอนของเรา

 ป่าอยู่ไหน? : ในหัวใจคนดอย หรือคนเมือง?
อีกอันหนึ่งที่ทำให้จุดประกายในตัวผมก็คือว่า มี
อยู่วันหนึ่งผมก็ไปร่วมงาน คนดีศรีสังคม ซึ่งเป็นรางวัล
ของพวกเอ็นจีโอที่ให้กับพวกภูมิปัญญาชาวบ้านทั้งหลาย
ผมก็ค่อนข้างสนิทกับพ่อหลวงจอนินะฮะ พ่อหลวงจอนิ
เป็นปกาเกอะญอที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านคนหนึ่ง พอ
ออกมาจากงาน พ่อหลวงแกโกรธมาก แกถามว่า “ทำไม
พ่อถึงหาว่าเราทำลายป่า” ผมก็ถามว่า “อะไรพ่อหลวง” แก
ก็บอก “ทำไมคนกรุงเทพฯ ถึงชอบคิดว่าพวกเราชาวเขา
ทำลายป่า พ่อลองคิดดูซิว่าตอนนี้ป่าอยู่ที่ไหน” ผมก็บอก
ว่า “มันก็อยู่บนดอย อยู่แถวบ้านพ่อหลวงนั่นแหละ” แกก็
ว่า “ใช่ ถ้าป่าอยู่ที่บ้านเรา ทำไมพ่อถึงคิดว่าเราทำลายป่า ถ้าเราทำลายป่า ทำไมตอนนี้ป่าถึงยังอยู่ที่บ้านเรา แล้วป่า
ของบ้านพ่อล่ะ หายไปไหนหมด ป่าของคนกรุงเทพฯ
หายไปไหนหมด” ตอนแรกผมก็งงนะ เพราะยังไม่ได้คิด
อะไร พอผมมาคิด... เออจริง กรุงเทพฯ นี่เมื่อก่อนมันเป็น
ป่านะ ป่าชายเลน แถบสมุทรปราการ สมัยเป็นเด็กๆ ผม
ไปแถวนั้น เลี้ยงเป็ดนี่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เอาสวิง
ตักลงไปในเลนแล้วเอาขึ้นมาสะบัดๆ มันจะมีที่เขาเรียกว่า
หอยโสภณ หอยที่มันเปลือกบางๆ กินอร่อยมากเลยเวลา
เอามาผัดกับใบโหระพา ชาวบ้านเขาไม่กินครับ เขาโยน
ให้เป็ดกิน มันร่ำรวย มันอุดมสมบูรณ์ถึงขนาดนั้นนะ  พ่อ
หลวงจอนิก็บอกว่า “แล้วอย่างนั้นทำไมพ่อไม่ปลูกป่าใน
กรุงเทพฯ” ตอนนั้นผมเป็นพ่อบ้านอยู่ที่บ้านเซเวียร์ ผมก็
ปลูกสิ ปลูกต้นไม้ ปลูกไปๆ แต่ที่เซเวียร์มันก็เยอะแล้ว มี
แต่คนบ่นว่า เราต้องการแสงอาทิตย์ เข้าไปในบ้านเซเวียร์
นี่มันร่มไปหมดใช่มั้ย... ผมก็คิดไปคิดมา มันเกิดความคิด
แวบหนึ่งขึ้นมาว่า “มึงต้องปลูกป่าในหัวใจคนกรุงเทพฯ”
คนกรุงเทพฯ ชอบไปเที่ยวป่า แต่ไม่รักป่า ไปแล้วก็ไป
ทำลาย ผมก็เลยเกิดความคิดเรื่องปลูกป่าในกรุงเทพฯ
หลังจากนั้นผมก็เริ่มคุยกับคนในคณะบ้าง คุยกับใครต่อ
ใครบ้าง คุยกับซิสเตอร์รวง  ซึ่งเราเป็นเพื่อนสนิทกัน เขาก็
เป็นชาวค่ายเหมือนกันตอนเป็นนักศึกษา ผมเป็นรุ่นพี่เขาประมาณสัก 3-4 ปี อย่างนั้นเราก็สนิทกันมานาน ผมก็
แบ่งปันเรื่องนี้กับเขา แล้วก็คิดของผมไปเรื่อย แป่งปัน
ความคิดของผมไปเรื่อย

พลิกฟื้นผืนดินที่ทิ้งร้าง
จนกระทั่งซิสเตอร์รวงแกขึ้นมาเป็นเจ้าคณะของ
อุร์สุลิน มาวันหนึ่ง แกสำรวจที่ดินที่คณะซื้อไว้
แล้วแกก็โทรหาผม บอกว่า “เดี๋ยวมาคุยกันหน่อยได้มั้ย”
ผมก็บอกว่า “ได้”  แกก็บอกว่าคณะมีที่อยู่ที่ทุ่งสีกัน
ประมาณ 35 ไร่ สนใจมั้ย ผมก็บอกว่าสนใจ ลองไปดูกัน
หน่อย ที่ตรงนี้มันมีหญ้าขึ้นเต็มไปหมด สูงมาก แล้วช่วง
ฤดูฝนน้ำจะสูงขนาดนี้ มีน้ำขังเต็มไปหมด ตรงนั้นจะมีเสา
อยู่หลายต้น เขาเคยสร้างเป็นบ้านสองชั้น   เมื่อประมาณ
20 ปีก่อน คือเคยมีโครงการที่จะมาพัฒนาที่นี่ แต่มีปัญหา
เรื่องทางเข้าออก ก็เลยเลิกโครงการ แล้วก็ต้องรื้อบ้านนั้น
ทิ้งเพราะมันกลายเป็นที่มั่วสุมของพวกเสพยา พวกหาปลา
ตอนที่ผมมาดูแรกๆ ตรงนั้นมีเข็มฉีดยาเต็มไปหมดเลย
หลังจากนั้นก็ได้คุยกับซิสเตอร์รวงว่า เออ
น่าสนใจ เขาก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็มาทำข้อตกลงกันเลย
ระหว่างคณะเยสุอิต กับคณะอุร์สุลิน ว่าจะเปิดบ้านเข้า
เงียบตรงนี้ นั่นคือจุดเริ่ม … ส่วนชื่อ “สันติวนา” เป็นชื่อที่คุณแม่บุญประจักษ์ตั้งไว้ตั้งแต่แรกตอนซื้อที่ ตรงนี้เคย
เป็นที่นามาก่อน เพราะฉะนั้นมันเป็นที่ลุ่ม

ที่ซึ่งจิตวิญญาณของมนุษย์ สัมผัสจิตวิญญาณ
ของธรรมชาติ
ความคิดของผมก็ง่ายๆ คือผมอยากจะสร้างบ้าน
เข้าเงียบที่มันเป็นกุฏิอย่างที่เราเรียกว่า “อาศรม”
แล้วผมก็คิดว่าทางคริสต์เราควรจะมีแบบนี้ เพราะว่าบ้าน
เข้าเงียบของเรามันเป็นตึกเป็นอะไรไปซะหมด แล้วก็มี
บริการอะไรทุกอย่าง ความคิดของผมก็คือว่า ผมอยากจะ
ให้เกิดมีการเชื่อมโยงกันระหว่างจิตวิญญาณของมนุษย์
กับจิตวิญญาณของธรรมชาติ
คือเวลาเรามองป่า เดี๋ยวนี้มนุษย์เรา หรือว่าพวก
เราที่อยู่ภายใต้เศรษฐกิจเงินตรา เราตีค่าเป็นเงินหมด เช่น
เรามองไป นั่นไม้สัก ราคาดี นี่ไม้ฉำฉา ไม่เท่าไหร่ อะไร
อย่างนี้ แล้วเราก็มองว่าอันนี้เงินมหาศาล แต่จริงๆ แล้ว
ชาวบ้านเขามองป่าเป็นแหล่งของชีวิต คือถ้าหน้าฝน เขามี
หน่อไม้กิน เป็นไปตามฤดูต่างๆ แล้วเขาก็จะมีสมุนไพรมี
อะไร เพราะนี่คือแหล่งชีวิตของเขา คราวนี้ พอเรามองป่า
เป็นเงินปั๊บ เราก็เริ่มทำลายป่า เราก็เริ่มเปลี่ยนป่าเป็นเงิน
เสร็จแล้วเราก็คิดว่าไอ้ที่ดินตรงนั้นพอมันเปลี่ยนไปแล้ว เราก็สามารถเข้าไปยึดครอง แล้วเราก็เอาไปทำอย่างอื่น
เช่น ถ้ามันเหมาะสำหรับปลูกพืช เราก็ปลูกพืช ถ้ามัน
เหมาะสำหรับทำรีสอร์ท เราก็ทำรีสอร์ท คือพูดง่ายๆ ว่า
เราเข้าไปเปลี่ยนธรรมชาติทั้งหมด แต่ธรรมชาติเนี่ยมัน
เกื้อกูลชีวิตเรา แล้วเราก็ต้องเกื้อกูลธรรมชาติในเวลา
เดียวกัน แต่ความคิดของคนปัจจุบันมันไปจบลงที่เงิน ถ้า
มีเงิน คือมีทุกสิ่งทุกอย่าง

ความเชื่อมโยงที่กำลังหายไป
ผมเคยถามเด็ก ม. 6 มาแตร์ที่ผมสอน  ผมถามเขา
ว่า “ข้าวมาจากไหน” เขาเงียบเลยนะ แล้วก็มี 2-3 คนยกมือ
ขึ้นมา ผมก็ถามอีกว่า “พวกคุณคิดว่าข้าวมาจากไหน” เขา
บอกว่า “มาจากซุปเปอร์มาร์เก็ต” ตอนนั้นผมหัวเราะนะ
คิดว่าเขาแซวผม ปรากฏว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมจัดเดินป่าฯ มี
ผู้หญิงคนหนึ่งอายุสัก 29-30 พวกเราเดินลงจากดอย
ข้างหน้าเราเป็นนาข้าว เขียวสวยเลยนะ ผู้หญิงคนนี้ก็บอก
ว่า “โอ้โห สนามหญ้าสวยจัง” ไอ้เราก็บอกว่า “เฮ้ย นั่น
ไม่ใช่สนามหญ้า นั่นมันนาข้าว” เขาก็ว่า นาข้าวเหรอ แล้ว
ก็วิ่งลงจากดอย วิ่งเลยนะ อันตรายมาก ไอ้เราก็วิ่งตาม เฮ้ย
มันจะไปไหน วิ่งไปสักพัก เขาก็ไปนั่งอยู่ตรงคันนา นั่ง
ยองๆ นิ่งเลย เหมือนกับเข้าภวังค์ เราตามมาถึงก็ถามว่ามัน เกิดอะไรขึ้น เขาก็บอกว่า เกิดมาไม่เคยเห็นต้นข้าว... ผม
ตกใจเลยนะ เฮ้ย คุณอายุ 30 แล้วคุณเกิดมาไม่เคยเห็นต้น
ข้าวในเมืองไทย เป็นไปได้ยังไง แต่มันเป็นไปแล้ว นั่น
แหละผมก็เลยมองว่า ไอ้ความเชื่อมโยงตรงนี้มันกำลัง
หายไป แล้วเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าข้าวมันมายังไง กว่าจะได้มา
มันเหนื่อยขนาดไหน แล้วเราก็ไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้
เลย แล้วตรงนี้ก็ค่อยๆ หมดไป แล้วพอมันหมดไป ชีวิต
คุณก็หมดไปด้วย แหล่งชีวิตคุณนะ ธรรมชาติน่ะ... ถ้าป่า
หมด ทุกอย่างก็หมด

แนวร่วม – กองหนุน และเสียงของแผ่นดิน
พอเข้าไปในขบวนการชาวบ้านที่เขาพยายาม
อนุรักษ์นี่นะ มันก็เลยเกิดเครือข่าย แล้วผมก็แบ่งปัน
ความคิดตรงนี้ให้กับพวกภูมิปัญญาชาวบ้านฟัง พวกเขา
บอกว่า ถ้าพ่อทำนะ เราเป็นเครือข่ายกันได้เลย เราไม่
จำเป็นต้องเป็นผืนเดียวกัน แต่ว่าเราติดต่อสัมพันธ์กัน...
แล้วมีอยู่วันหนึ่ง ผมก็มาเข้าเงียบที่นี่ มาอยู่คนเดียว
หลังจากเข้าเงียบ พอดีพ่อหลวงจอนิแกมากรุงเทพฯ ตอน
นั้นแกเป็นสมาชิกของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ แกก็มาเยี่ยมผม ผมก็พาแกเดิน ตอนนั้นฤดูฝน
พอดี น้ำเยอะ ผมก็ถามว่า “เอ พ่อหลวง ตรงนี้ทำอะไรได้บ้างล่ะ” แกมองไปรอบๆ แล้วก็บอกว่า “ผมว่าพ่อน่าจะ
เลี้ยงปลามากกว่า” หลังจากเดินเราก็มานั่งคุยกัน แกบอก
“พ่อ ผมพูดเล่นน่ะ” แล้วแกก็บอกกับผมคำหนึ่งว่า “ทำไม
พ่อไม่มาอยู่ที่นี่ แล้วก็ฟังว่าแผ่นดินผืนนี้มันต้องการให้พ่อ
ทำอะไรให้มัน” ตอนนั้นผมทำงาน ย.ส. อยู่ ผมก็บอกว่า
อืม น่าสนใจ แล้วหลังจากนั้นผมก็เริ่มเข้ามาที่นี่ช่วงสุด
สัปดาห์ เสาร์-อาทิตย์ ผมก็เข้ามาที่นี่ อย่างเดียวที่ผมทำคือ
ตัดหญ้า ผมซื้อเครื่องตัดหญ้าเครื่องหนึ่ง วันๆ ก็ตัดๆๆ ผม
เคยพาพนักงานย.ส. เข้ามาที่นี่ พวกเขาก็งงว่าพ่อจะมาอยู่
ที่นี่เหรอ จะมาทำอะไร…

ตอนนั้นผมเริ่มหาทุน ผมก็คุยให้แม่ฟัง แม่ผมก็
สนับสนุนลูก เขาก็ไปเรี่ยไรเงินจากญาติพี่น้องมาได้แสน
หนึ่ง ก็เอามาให้ผม ผมก็เลยทำถนนเข้ามา ตอนนั้นเข้ามา
ไม่ได้นะ รถโฟว์วีลนี่เข้ามาก็ติด มันเป็นหล่ม คุณเข้า
มาแล้วเหมือนขับรถในเลน ยิ่งเร่งยิ่งจม ผมก็ต้องเอาอิฐมา
ลง เสร็จแล้วผมก็ดีใจมาก พาแม่มาดู แม่เลิกให้ทุนเลย
“แกไปอยู่ไม่ได้ ฉันไม่ให้แกไป” ผมก็บอกว่า “แม่ เอาน่า
เดี๋ยวค่อยๆ พัฒนาไปมันก็ดีเอง” แล้วผมก็ปลูกเพิงขึ้นมา
หลังหนึ่ง เป็นกระต๊อบเล็กๆ ที่ผมจะมาอยู่ เสร็จแล้วปี
ต่อมาผมก็บอกแม่ว่า ผมจะมาเข้าเงียบที่นี่ แม่บอกว่า
ไม่ได้ๆ แกจะมาเข้าเงียบที่นี่ไม่ได้ ตอนนั้นผมมีมือถืออยู่
ผมก็บอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมโทรหาแม่ทุกวันเลย
แล้วผมก็มาเข้าเงียบที่นี่ แล้วตอนนั้นก็เกิดไอเดีย คือผมนึก
ถึงทุ่งนา แล้วผมก็คิดว่า สมมติว่าผมทำนา แล้วก็มีเถียงนา
(เถียงนาคือที่ชาวบ้านเขาเอาไว้พักเวลาร้อน หรือไปเฝ้า
นา) เหมือนกับเป็นกุฏิ เป็นอาศรมหลายๆ หลัง มันก็
น่าสนใจ แล้วก็ทำคันนาใหญ่ๆ หน่อย เวลาคนมาเข้าเงียบ
เวลาเดิน เวลาไตร่ตรองชีวิต ก็ได้สัมผัสธรรมชาติ มันก็สื่อ
กันได้

เกื้อกูลผู้คน : ใส่ใจพืชพันธุ์
เมื่อเริ่มความคิดตรงนี้ ผมก็มาทำนา แบ่งที่ตรงนี้
เหมือนกับเป็นที่นา แต่ทำไปๆ นานี่มันไม่ใช่ว่าทำง่ายๆ
ผมคิดว่านามันเป็นเรื่องของชุมชน มันไม่ใช่เรื่องของ
ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง เพราะมันต้องมีการลงแขก
มันต้องช่วยกันทำ น่าสนใจนะกระบวนการทำนา มันเป็น
ชุมชนที่มาช่วยปัจเจก ปกติแล้วถึงมันจะเป็นที่ของคุณ แต่
คุณก็ต้องให้คนอื่นมาช่วย แล้วคุณก็ต้องไปช่วยคนอื่น มัน
เป็นกิจกรรมที่เกื้อกูลกันและกัน แล้วก็ทำให้คนใน
หมู่บ้านใกล้ชิดกัน เพราะขณะที่คุณทำนา คุณจะรู้ว่า
เพื่อนๆ ที่มาช่วยคุณมีใครเดือดร้อนบ้าง มีใครรวยบ้างเออ นาคนโน้นดี นาคนนี้ล่ม พอเรารู้ว่านาคนนี้ล่ม เราก็เอา
ข้าวไปให้เขา และสังคมที่มีข้าวเป็นศูนย์กลางก็เป็นสังคม
ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  …แต่ทีนี้นามันทำยาก เพราะมีคนงานมา
ทำงานที่นี่หลายครั้ง ผมบอกว่าตรงนี้ผมจะทำนา ทุกคน
ตื่นเต้น อยากจะมาช่วย แต่มาทีไรมันทำให้ผมอกหักทุกที
เพราะว่าเขาทำส่งเดช เราอยากจะทำด้วยใจ เขาทำส่งเดช
เดี๋ยวนี้ชาวบ้านทำนาด้วยใจไม่เป็นแล้ว…
เมื่อก่อนผมมีรถไถนะ 12 แรง รถไถเดินตาม มี
ครั้งหนึ่ง  ผมเคยโดนรถไถลาก พอมันตกหล่ม เราต้อง
ยกขึ้น แล้วมันหนัก แต่พอยกขึ้น มันวิ่งน่ะ มันลากผมเลย
ก็เลยนึกในใจ เฮ้ย คงไม่ไหวแล้ว ผมมีควายด้วย 2 ตัว แล้ว
มันออกลูกตัวหนึ่ง แต่ก่อนนี้ผมปลูกต้นไม้เยอะ แล้วควาย
นี่พอมันโดนแมลงกัด มันชอบเอาตัวไปถูกับต้นไม้ ต้นไม้
ผมพิการไปหลายต้น  แล้วพอปลูกต้นไม้เยอะเข้า ก็มีหญ้า
ไม่พอเลี้ยง ก็เลยต้องขนไปสกลนครไปฝากชาวบ้านเลี้ยง
แล้วก็แบ่งลูกกัน ตอนนี้มันเพิ่มเป็น 5 ตัวแล้ว
เมื่อก่อนตรงนั้นเป็นที่นานะ พอเห็นว่ามันไม่ไหว
ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นสวนผักสวนผลไม้ มันก็ยังขึ้นไม่ค่อยดี
ดินตรงนี้มันไม่ดีเลยนะ มันเป็นดินเปรี้ยว ต้องเอาพวกปูน
มาน ปูนขาวมาลง ปูนขาวมันแพงไปหน่อย เอาพวกปูน
มานมาใส่เยอะๆ แล้วต้องตัดหญ้าเอาพวกเศษหญ้าเศษ
อะไรค่อยๆ ถม ต้องพัฒนาอีกเยอะ แต่มันก็ดีขึ้นเยอะแล้ว
เมื่อก่อนตรงนี้ปลูกอะไรไม่ขึ้นเลย ดินตรงนี้มันเปรี้ยวมาก
น้ำตรงนี้มันใสเพราะว่ามันมีความเป็นกรดอยู่เยอะ มัน
เหมือนกับเราแกว่งสารส้มในน้ำคลองที่มันขุ่นๆ  สารส้ม
มันจะไปจับเอาตะกอนแล้วมันจะนอนก้น อย่างตรงนี้ถ้า
คุณลงไปปั๊บตะกอนมันจะขึ้นมา แต่พอสักพักหนึ่งมันก็
จะตกตะกอนลงไป นี่ก็ยังเก็บนาไว้อยู่บ้าง มีคนบอกว่าให้
เก็บไว้หน่อย เผื่อสาธิต… แล้วผมก็คุยกับเพื่อน 2-3 คนที่
อยู่ในองค์กรทุนต่างประเทศ เขาก็ให้เงินมาสร้างพวกกุฏิ
พวกอาศรมนี้ แล้วก็มีมาเซอร์เซนต์ปอลฯ เขาเห็นแล้ว
สนใจก็ให้มา ที่นี่ไม่แพง คิดว่าผมลงไปประมาณ 3 ล้าน
ทั้งหมดเลยนะ แต่ดินที่นี่ผมต้องซื้อ เป็นดินปุ๋ย ดินที่ใช้
สำหรับผสม

ฤทธานุภาพของพระเจ้าในต้นไม้ใบหญ้า
ตอนนี้ผมจัดโปรแกรมตลอดปี จัดสัมมนาในเชิง
อนุรักษ์ธรรมชาติ กลับเข้าไปสู่ความพอเพียง ความสุขใน
ความเรียบง่าย อันนี้เป็นประเด็นสำคัญมากเลย ความสุข
ในความเรียบง่าย คือปัจจุบันเรามักจะมีความสุขกับการ
บริโภค โฆษณามันก็หลอกให้เราซื้อ ‘ยิ่งใช้มาก ยิ่ง
ประหยัด’ ผมไม่เข้าใจประโยคนี้เลย ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งประหยัด ซื้อเยอะ ได้ส่วนลดเยอะ อ้าว! ทำไมล่ะ ผม
ต้องการใช้สบู่ก้อนเดียว ทำไมผมต้องซื้อมาตั้งโหลหนึ่ง
มันคล้ายๆ กับทำให้เรามีความสุขกับการจ่าย แต่เราต้อง
นึกย้อนกลับไปว่า เราควรจะมีความสุขกับความเรียบง่าย

เดี๋ยวนี้ เวลาผมเอากิ่งไม้มาชำ ผมปักลงไปในดิน
รดน้ำเช้า-เย็น ประมาณสัก 2-3 อาทิตย์ ถ้ามันแตกตุ่ม
เขียวๆ ขึ้นมา ผมดีใจมากเลยนะ เหมือนกับที่นักบุญเปาโล
บอกว่า เรามองไม่เห็นพระเจ้า แต่เราเห็นฤทธานุภาพของ
พระเจ้า เมื่อมาอยู่ที่นี่ คุณจะเห็นฤทธานุภาพของพระเจ้า
เต็มไปหมด อย่างที่บอก เวลาผมชำกิ่งไม้ ผมตัดกิ่งไม้สดๆ
ตรงนี้ แล้วผมปักลงไปในดิน คุณจะเห็นเลย ฤทธานุภาพ
ของพระเจ้าในกิ่งไม้ตรงนั้น ผมเรียนเกษตรมา ผมรู้
เกษตรอธิบายว่า  ส่วนที่มันอยู่ในดินก็จะงอกเป็นราก
ส่วนที่อยู่ข้างบนก็แตกเป็นใบอ่อน มันเป็นธรรมชาติ คือ
เราเข้าใจ แต่ใครทำให้เกิด เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมก็มองว่า
มันเป็นที่ๆ เราจะมามีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่จะ
เชื่อมโยงให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติ
ขึ้นมาใหม่

มนุษย์-สรรพสิ่ง : เพื่อนต่างสายพันธุ์
มีคนถามว่าที่นี่มีงูมั้ย ผมก็บอกว่า มี เพราะฉะนั้นเวลามี
คนมาอบรม เขาบอกว่าให้ระวังหน่อย ผมก็บอกว่าไม่
เป็นไรหรอก เวลาที่คุณมา คุณก็ส่งจิตไปสิ บอกว่า ฉันมา
แบบเพื่อน ให้เราเป็นเพื่อนกัน ฉะนั้น บ่อยครั้งที่มีคนมา
ที่นี่ ผมจะให้เขาเงียบประมาณสัก 5 นาที 10 นาที แล้วก็
ฟังเสียงของสรรพสิ่งรอบๆ เสียงนก เสียงแมลง เสียง
ใบไม้ที่ต้องลม แล้วก็ให้รู้ว่าทั้งหมดนี่ เราเป็นเพื่อนกัน
เพราะบ่อยครั้งคนเรากลัวธรรมชาติ เวลาเข้าไปในป่าเนี่ย
เรากลัวนะ ผมถามว่า ทำไมคุณต้องกลัวด้วย ทำไมคุณถึง
คิดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นศัตรูกับเรา เรากลัวเพราะเราคิดว่าเขา
เป็นศัตรูกับเรา ทำไมคุณถึงไม่คิดว่าเขาเป็นมิตรกับเราล่ะ
แล้วจริงๆ เขาเป็นมิตรกับเรานะ พระเจ้าให้เราดูแลเขานะ
ฝากฝังเราไว้นะ เพียงแต่ว่าเราไปทำลายเขา แล้วเราก็
พยายามกีดกันตัวเองออกมา จนเดี๋ยวนี้เรากลับไปน่ะ เรา
รู้สึกว่าเขาเป็นศัตรูกับเรา อาจจะเป็นเพราะเราไปปู้ยี่ปู้ยำ
เขาไว้เยอะ
มีอยู่วันหนึ่ง ผมไปอยู่กับพ่อคำเดื่อง ที่บุรีรัมย์ เขา
เป็นพวกภูมิปัญญาชาวบ้านคนหนึ่ง แล้วเขาก็รื้อฟื้นไอ้
ความคิดที่ว่า ทำไมเราไม่ปลูกสิ่งที่เรากิน ทำไมเราต้อง
ปลูกสิ่งที่จะเอาไปเป็นอาหารสัตว์ให้ยุโรปบ้าง อเมริกา
บ้าง อะไรอย่างนี้ เสร็จแล้วเขาก็เปลี่ยนมารื้อฟื้นธรรมชาติ
เขาบอกว่าเขาทำอยู่เกือบ 20 ปี มีอยู่วันหนึ่งเขาไปเจอเห็ด
น้ำผึ้งซึ่งเขาคิดว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะว่าเมื่อก่อน
ตอนเด็กๆ มันมีเยอะมาก แต่พอป่าแถวบุรีรัมย์ถูกตัด
ทำลายจนหมด เขาเล่าว่าเห็นต้นไม้ที่ถูกตัดวางซ้อนๆ กัน
ไกลเป็นกิโลๆ ไม่สิ้นสุด ตอนนั้นป่าทางอีสานถูกทำลาย
จนหมด แล้วหลังจากนั้นเขาไม่เคยเห็นเห็ดน้ำผึ้งอีกเลย
แต่หลังจากที่เขากลับมารื้อฟื้นประมาณสักสิบกว่าปี มาวัน
หนึ่งเขาเดินไปแล้วก็เห็นเห็ดน้ำผึ้ง เขาเล่าว่าเขาขนลุกเลย
นะ แล้วเขาก็บอกกับผมว่า “พ่อ ธรรมชาติ ถ้าเราดีกับเขา
นะ เขาจะกลับมาดีกับเรา” มาที่นี่คนถามว่ามีผีมั้ย มีอะไร
มั้ย ผมบอกว่ามีหมดล่ะ แต่ทำไมคุณต้องคิดว่าเขาเป็นศัตรู
กับเรา เขาเป็นมิตรกับเรา เขามาคุณก็แผ่เมตตาไปสิ บอก
กับเขาว่าเรามาดี แล้วเขาจะมาทำอะไรเรา

การพัฒนาที่แท้จริง : ชีวิตที่เรียบง่ายแต่ยั่งยืน
จากการที่ผมไปคลุกคลีกับชาวบ้าน แล้วเริ่มเห็น
ว่าการพัฒนาที่แท้จริงควรจะกลับมาสู่ความยั่งยืน ความ
ยั่งยืนก็คือเรากับธรรมชาติช่วยกันดูแล เราดูแลธรรมชาติ
ธรรมชาติดูแลเรา  แล้วผมก็เริ่มเห็น อย่างในกรุงเทพฯ คุณ
ก็ควรจะตั้งคำถามแล้วนะว่า อนาคตของกรุงเทพฯ มันจะ
ไปถึงไหน อนาคตมันมีไหม แค่คุณไม่มีน้ำมัน แค่คุณไม่มี ไฟฟ้า กรุงเทพฯ กลายเป็นเตาอบทั้งเมืองเลยนะ เดี๋ยวนี้ทุก
อย่างต้องมีแอร์คอนดิชั่น ใช่มั้ยฮะ ผมดูตึกใบหยก  80 ชั้น
การที่คุณจะทำให้ตึกใหญ่ขนาดนั้นเย็นทั้งตึก คุณต้องใช้
พลังงานขนาดไหน แล้วความร้อนที่คุณไล่ออกมา คุณเอา
ไปทิ้งไว้ที่ไหน แล้วถ้าเกิดวันหนึ่งไม่มีไฟฟ้าใช้ มันจะอยู่
ได้มั้ย ฉะนั้น อนาคตของกรุงเทพฯ มันไม่มีนะ แต่ที่สันติ
วนานี่ ผมเชื่อว่ามีอนาคต เพราะอะไร คุณปล่อยเวลาไปอีก
สัก 5 ปี ต้นไม้พวกนี้มันจะใหญ่ขึ้นมาอีกเยอะ ต้นพวกนั้น
ตอนนี้อายุ 3 ปี อีก 5 ปี มันจะโตขึ้นมาแบบครึ้มไปหมด
เลย แล้วถ้าคุณปล่อยมันอีก 10 ปี 20 ปี 30 ปีนะ มันจะ
เยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมล็ดมันจะหล่นลงมา มันก็จะ
เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันจะอุดมสมบูรณ์เพราะใบไม้จะทับ
ถมในตัวของมันเอง

เพียงแต่ว่าเรามักจะไปติดอยู่กับความสะดวกสบาย ติดอยู่
กับอะไรต่ออะไรต่างๆ เราอยากกินของที่มันอร่อย ใช่มั้ย
ฮะ จริงๆ แล้วขนุนที่นี่อร่อยนะ กล้วยที่นี่ก็อร่อย กล้วย
ของผมลูกเล็ก เปลือกบาง แต่รสหวาน ลูกเล็กพอดีคำ ไม่
ใหญ่จนหน้ากลัว มะละกอที่นี่ก็อร่อย แต่ว่ามันเรียบง่ายไง
มันไม่เหมือนหูฉลาม มันไม่เหมือนบราวนี่ อะไรพวกนั้น
คือถ้าอยู่กันอย่างเรียบง่ายแล้ว ตรงนี้ไม่อดหรอก แล้วมันก็
จะเจริญขึ้นเรื่อยๆ อุดมสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ในธรรมชาติ
อย่างที่มันเป็น

แล้วเราเองก็จะต้องปรับตัวกลับมา และมีความสุขกับ
ความเรียบง่าย นะฮะ ความสุขกับความเรียบง่าย เป็น
ความสุขลึก มันไม่ใช่ความสุขแบบหวือหวา เป็นความสุข
แบบที่ คุณไปไหนคุณก็รู้สึกดี แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือมัน
ช่วยเราไตร่ตรองชีวิต ช่วยเราใกล้ชิดกับพระ อย่างกลุ่ม
เพื่อนผมที่มาที่นี่ ส่วนใหญ่มาทีไรก็สนทนาธรรมทุกที
แล้วเด็กๆ ที่มาที่นี่ เพื่อนผมมีลูกคนหนึ่งอายุสัก 3-4 ขวบ
เขาบอกว่าลูกเขามาที่นี่ ลูกเขานิ่งขึ้นเยอะ มีสมาธิขึ้นเยอะ
เขาไปนั่งตรงศาลา เมื่อก่อนมันมีน้ำเยอะ แล้วมันก็มีปลา
ว่ายไปว่ายมา ลูกเขานั่งดูปลานิ่งเลย เห็นมั้ย คนที่มีสมาธิ
สั้นมานั่งดูปลา… ผมชอบให้เด็กๆ มาวิ่งเล่นกัน เวลาเด็กๆ
อยู่กับธรรมชาติ มันเกิดจินตนาการเยอะมาก
แล้วก็เกิดไอเดีย เขาสร้างของเล่นได้เอง คุณไม่ต้องไปซื้อ
ของเล่นให้
เขา เขาสร้างของเขาเอง ผมถึงมองว่าธรรมชาติสอนอะไร
เราได้เยอะ แล้วทำไมเราถึงไม่รื้อฟื้นตรงนี้ขึ้นมา

ที่พักใจ…ใกล้ๆ เมือง

เรือนไทยหมู่ทางโน้นจะเป็นส่วนของการเข้าเงียบ ที่นั่นมี
วัดน้อยอยู่ด้วย เมื่อก่อนผมอยู่บ้านหลังคาแดงนี่ แล้วทีนี้ซิ
สเตอร์รวงเขาจะมาอยู่ ตอนนี้ก็กำลังปรับปรุงให้เขา แล้ว
ผมก็ย้ายเข้าไปอยู่บ้านข้างในสุด ส่วนตรงนั้นก็เป็นที่ของ
ติ่ง?กับวิเชียร เขาเป็นสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ทำงานที่นี่ ดูแล
ที่นี่ทั้งหมด ผมจะไม่อ้างเลยว่าต้นไม้พวกนี้เป็นผลงาน
ของผม ไม่ใช่ ผมปลูกได้ไม่กี่ต้น ผมก็ดูแลบริเวณบ้านผม
แค่นั้นแหละ

ส่วนตึกใหม่หลังนั้น ซิสเตอร์คณะอุร์สุลินเขาอยากจะ
สร้างไว้สำหรับอบรมเด็กมัธยม 40 คน แต่ผมบอกกับซิ
สเตอร์ว่า ผมไม่อยากจะให้มันมีอะไรมากกว่านั้นแล้วนะ
อันนั้นน่าจะเป็นตึกที่ใหญ่ที่สุด แต่ถ้าจะทำอะไรอยากให้
เป็นกุฏิมากกว่า แล้วผมก็คิดว่า ที่นี่ถ้าจะรับสัมมนาเต็มที่
จริงๆ ไม่น่าเกิน 30 คน คือที่มันไม่ใหญ่ถึงขนาดที่จะให้
ธรรมชาติมาใกล้ชิดกับเราได้ ถ้ามากันเยอะๆ มันจะเต็ม
ไปด้วยคน แล้วมันก็จะเสียเอกลักษณ์ไป 

อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นว่าที่นี่ได้เปรียบ แล้วผมก็คิดว่ามัน
เป็นที่ที่เหมาะเพราะไม่ไกลจากกรุงเทพฯ อย่างผมขับรถ
ถ้ารถไม่ติด วิ่งทางวิภาวดี ครึ่งชั่วโมงก็ถึงบ้านเซเวียร์ แต่
ถ้ารีบ ขึ้นทางด่วน 20 นาทีก็ถึง เพราะฉะนั้นคนกรุงเทพฯ
ก็สนใจ แล้วถ้ามันเป็นป่า ร่มรื่นมากกว่านี้ ผมว่าคนอาจจะ
มากขึ้น แล้วอีกอย่างหนึ่งซึ่งผมอ่อนมากก็คือการบริหาร
จัดการ ก็หวังว่าถ้าซิสเตอร์เข้ามาอยู่แล้วก็จะมีคนมาดูแล
หรือว่ามาจัดระบบระเบียบ ใครจะเข้า ใครจะออก อะไร
อย่างนี้ ทีนี้ก็น่าจะสะดวกขึ้น  

ตอนนี้ ผมคิดว่าที่นี่มันเป็นแบบเลี้ยงตัวเองได้ คนที่เข้ามา
มีทุกระดับ มีทั้งเด็กๆ ที่ทางโรงเรียนส่งมา มีอดีตนักศึกษา
บ้านเซเวียร์ แล้วตอนนี้ก็เป็นนักธุรกิจ เป็นผู้ใหญ่
พอสมควร คุณพ่ออาดรีอาโนก็เคยส่งพนักงานที่ทำงาน
กับเด็กสลัมมาที่นี่ เครือเซนต์ปอลก็เคยส่งทั้งครูและ
พนักงานมาอบรม มีพวกโรงเรียนผู้ใหญ่ของอาจารย์
มหาวิทยาลัยเกษตรที่เขามาอบรมที่นี่ ต่างชาติก็เป็นพวก
เอ็นจีโอพม่า พวกแมรี่โนลล์ก็มา ทั้งฆราวาส ทั้งนักบวช ก็
หลายหลาก

ไม่จำเป็นต้องเป็นคริสตัง ผมเน้นคนที่มีธรรมะมากกว่า ถ้า
คุณเห็นความสำคัญของธรรมะ แล้วคุณเห็นว่าธรรมะเป็น
ทางออก คุณก็มาได้ หรือถ้าคุณยังไม่เห็น คุณมาที่นี่คุณก็
จะเห็น เพราะถ้าคุณคิดว่าคุณจะมา นั่นก็แสดงว่าคุณมี
อะไรบางอย่างแล้วใช่มั้ยฮะ อีกอย่างหนึ่ง ที่นี่ผมจะทำเป็น
ลักษณะศาสนสัมพันธ์ด้วย ผมเชิญพระไพศาลมาพูด ผมมี
กลุ่มของพวก อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ที่เขาอบรมพวกเอ็นจีโอ
พม่าเกี่ยวกับลักษณะการพัฒนาที่ยั่งยืน อะไรอย่างนี้ คือ
ผมมองว่า ปัญหาปัจจุบันมันเป็นปัญหาทางศีลธรรม จริงๆ
แล้วไอ้ตัวปัญหาแท้ๆ นี่คือคนมันกำลังไม่มีธรรมะ
เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกคนที่มี
ธรรมะไม่ว่าจะเป็นพุทธหรือศาสนาไหน และแม้แต่คนที่
ไม่มีศาสนา เพราะแม้คนไม่มีศาสนาก็มีธรรมะได้ เรามา
รวมพลังกัน และให้เรายึดมั่นในธรรมะ อันนี้เป็นสิ่งที่ผม
คิดว่าสำคัญ

ต้นกล้าที่เติบโต งดงาม ตามกาลเวลา
6 หรือ 7 ปีที่ผ่านมา ถามว่ามันตอบสิ่งที่ผมคิด
หรือเปล่า… คิดว่าตอบนะ ก็อย่างที่บอก เริ่มมีกลุ่มเพื่อน
เข้ามา แล้วเราก็จัดหัวข้อสัมมนากัน เราก็แบ่งปันพูดคุยให้
เขาได้เห็น เราก็ตั้งคำถามกับเขา แล้วก็มีคนมาเข้าเงียบบ้าง
มาอะไรบ้าง อันนี้ก็คือจุดประสงค์หลัก ผมเชื่อว่าถ้ามาที่นี่
แล้ว มันจะเกิดความคิดเอง อย่างที่พ่อหลวงจอนิบอก
ธรรมชาติจะสื่อกับเรา แล้วผมก็เชื่อว่าพระเป็นเจ้าก็สื่อกับ
เราด้วย มีคนพูดกับผมเหมือนกันว่า พระเจ้าก็สื่อกับเราได้
ในเมือง อะไรอย่างนี้ ผมก็บอกว่าได้ พระเจ้าสื่อกับเราได้
ในเมือง แต่มันค่อนข้างแคบนะ คือพระเจ้าแทบจะไม่มี
ช่องทางที่จะสื่อกับเราเลย คุณดูอย่างในกรุงเทพฯ มีอะไร
ที่เป็นฝีมือพระเจ้าบ้าง คุณแทบจะไม่เห็นฝีมือพระเจ้าเลย
นะ แม้กระทั่งดาว คุณยังมองไม่เห็นเลย หนึ่งเพราะหมอก
ควันที่คลุมอยู่ สองเพราะแสงไฟในกรุงเทพฯ ทำให้คุณไม่
เห็นดวงดาว โอเค พระเจ้าสื่อกับคุณได้ แต่กว่าพระเจ้าจะ
ทะลุไอ้สิ่งเหล่านี้ลงมาในหัวใจของคุณ มันค่อนข้างจะ
ลำบากนะ แต่ถ้าคุณมาที่นี่แล้วเนี่ยบางทีคุณเห็นหิ่งห้อย
คุณก็ตะลึงแล้วใช่มั้ย นี่มันยังน้อยอยู่ ผมหวังว่ามันจะเยอะ
กว่านี้นะ หิ่งห้อยมันจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยังดีอยู่  มัน
จะไม่อยู่ในที่น้ำเน่า แล้วมันก็จะอยู่ในที่สงบๆ นี่แหละ คน
ก็เริ่มเข้ามา แล้วก็คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาที่นี่เขาก็บอกว่าเขา
รู้สึกว่าที่นี่มีพลังทางบวกเยอะ สังเกตมั้ยว่าตอนเช้าที่นี่
อากาศจะเย็น แม้กระทั่งฤดูร้อน ช่วงเช้าใกล้รุ่งอากาศก็ยัง
เย็น ผมต้องใช้ผ้าห่มทุกวัน แม้ว่าจะเป็นช่วงเดือนเมษา

ฉะนั้นถ้าจะถามว่าบรรลุมั้ย ผมเชื่อว่าตอนนี้ผมบรรลุแล้ว
เพราะว่ามีคนที่อยากจะมา สัมมนานี่เรามีค่อนข้างจะเยอะ
นะ อย่างเช่น อยู่ดีๆ มีคนโทรมาหาผม บอกว่าเป็น นักศึกษาเก่าบ้านเซเวียร์ ตอนนี้ทำงานมาแล้วสิบกว่าปี
ประสบความสำเร็จพอสมควร เลยเริ่มคิดว่าชีวิตน่าจะมี
อะไรมากกว่านี้ ผมก็บอกว่า มาสิ เขาก็ชวนกันมา 20 คน ก็
นั่งคุยกัน เสร็จแล้วก็จะมาอีก ผมก็บอกว่า นี่คือที่ของ
คุณ… ผมก็บอกซิสเตอร์ว่าผมไม่ได้เป็นเจ้าของที่นี่ ผม
เป็นแค่คนดูแล เป็นคนสวน แล้วผมก็จะพยายามให้มัน
เป็นธรรมชาติมากที่สุด… ถ้าจะมองในแง่ของพื้นที่ มันยัง
ไม่สมบูรณ์อย่างที่ผมหวัง แต่… แต่ผมรู้ว่ามันจะเป็นไป
ในแบบที่มันเป็น

คำภาวนาจากผืนดิน
ที่นี่คงไม่เรียกว่าต้นแบบหรอก เพราะผมก็ลอกเลียนมา
จากเขาเหมือนกัน แต่ถ้าทางคริสต์เราอยากจะทำ ผมคิดว่า
ดีนะ คือ เวลาเรามองความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณ เรามัก
ไปติดอยู่กับรูปแบบ ว่ามันจะต้องอยู่ในวัด อยู่ในบ้านเข้า
เงียบ จะต้องมีวิธีการภาวนาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้ว
เวลาเราทำงานกับดินนี่นะ เวลาเราทำงานปลูกต้นไม้ คือ
เราได้ปฏิบัติธรรม เราได้ภาวนาแล้ว อันนี้มีอยู่ในพระ
คัมภีร์ด้วย พระเป็นเจ้าให้เราดูแลสวนนะ นี่มันเป็นหน้าที่
พื้นฐานของเราเลย… ฉะนั้นถ้าถามว่าอันนี้จะเป็นต้นแบบ
ได้มั้ย พูดในลักษณะนี้ ได้ฮะ แล้วก็น่าจะทำด้วย ที่ดินของ
วัด ที่ดินของอะไรเนี่ย เรามีเยอะแยะ ทำไมเราถึงปล่อยให้
มันเป็นอย่างนั้นล่ะ ถ้าคุณจะพัฒนา คุณลองมาเริ่มตรงนี้
ก่อนสิ หาใครก็ได้ที่ชอบ แล้วก็เริ่มสนทนากัน ลองหา
โอกาสไปเยี่ยมพวกภูมิปัญญาชาวบ้านดู เขามีความคิดที่
ลึกซึ้งมาก เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง อย่างกรณีของผู้ใหญ่วิบูลย์
คือตอนที่ผู้ใหญ่วิบูลย์แกเริ่มตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ
ของรัฐบาล ผมไม่แน่ใจว่าแกทำไร่อะไร แต่ว่าแกมีที่ดิน
อยู่ 200 กว่าไร่ตรงแถวแปดริ้ว ทีนี้ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ แก
เกิดความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า เฮ้ย ปู่ย่าตายายกูไม่เคยเป็น
หนี้ ทำไมกูต้องเป็นหนี้ แล้วแกก็ขายใช้หนี้หมดเลยนะ
200 กว่าไร่เนี่ย แกเหลือไว้แค่ 9 ไร่ แล้วแกก็ปลูกทุก
อย่าง เป็นป่าไร่นาสวนผสม แกมีต้นไม้ใหญ่สำหรับ
อนาคต แกมีพวกไม้ยืนต้น ผมไม้ ส่วนข้าว ตอนนั้นแก
ไม่มีที่แกก็ไปเช่าที่เขาเพื่อที่จะปลูกข้าวกิน แกมีภูมิหลัง
ทางด้านสมุนไพร แกก็ปลูกสมุนไพรเยอะแยะ แกเหลือ
9 ไร่ แล้วแกทำอย่างเศรษฐกิจพอเพียง… นี่ล่ะต้นแบบ
จริง ที่จะสื่อสารเรื่องพวกนี้ออกไปสู่คนไทยแล้วก็เกิดภูมิ
ปัญญาขึ้นมาเยอะแยะ นอกจากนี้แกยังส่งลูกเรียนจนจบ
เกษตร จบปริญญาโท แล้วก็มีคนไปหา ชีวิตมีความสุข
แฮปปี้ แล้วก็อุดมสมบูรณ์ จากที่เหนื่อยแทบตาย ทำไอ้
200 กว่าไร่เนี่ย ความคิดง่ายๆ แค่ว่า ทำไมคุณต้องปลูก
อาหารสัตว์ให้กับสัตว์ในยุโรป แทนที่จะปลูกข้าวเอาไว้
กินเอง แค่นี้แหละ… อ.เสรี พงศ์พิศ นี่แหละเป็นคน
ไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมาเยอะ ผมเป็นแค่ตัวเชื่อมตัว
หนึ่ง เพียงแต่ว่าผมมาเริ่มใกล้กรุงเทพฯ

สวนโมกข์ และสรรพชีวิตในสันติวนา
สวนโมกข์ตรงนั้นก็อย่างที่บอก ที่ดินมันยังไม่ค่อยอุดม
สมบูรณ์ คงต้องรออีกสักปีสองปี แต่ว่าตอนนี้มันก็เริ่มเป็น
รูปเป็นร่างแล้ว ผมก็คิดว่าสำหรับทำมิสซากลางแจ้ง
หรือไม่ก็เดินจงกลม เดินภาวนาอะไรอย่างนี้ เข้าไปแล้ว
หอมนะ จะเป็น aroma therapy ก็ได้ ตั้งชื่อให้มันอินเทรน
หน่อย ผมปลูกต้นหางนกยูงเอาไว้ 3 ต้น  จะให้มันคลุม
ตรงกลาง แต่ต้องใช้เวลาหลายปี ค่อยๆ ไป เวลาผมมาที่นี่
ทุกคนบอกว่ามันไม่ร่มรื่นอย่างโน้นอย่างนี้ ผมก็บอกว่า
ผมมาเพื่อที่จะโตไปพร้อมๆ กับตรงนี้ ผมก็เรียนรู้จากเขา
เขาก็เรียนรู้จากเรา

ต้นไม้ที่นี่มันจะดูไม่ค่อยมีระเบียบนะ เพราะผมรู้สึกว่า
ธรรมชาติมันไม่เป็นระเบียบ … ปลวกที่นี่เยอะมาก ซิ
สเตอร์เขามาดู แล้วก็ให้บริษัทปลวกมาฉีด ผมก็บอกโอเค
อย่างนั้นก็ให้เขาดูแลแต่บ้านไปก็แล้วกัน แต่อย่าให้ฉีดลง
ดิน เพราะว่าถ้าฉีดลงดิน ปลาก็ตายหมด ผมก็บอกว่าเราคง
จะต้องค่อยๆ หาวิธีที่จะคุมมัน แต่จริงๆ แล้วไก่นี่ชอบกิน
ปลวกมาก กินแล้วมันอ้วนท้วนสมบูรณ์เลยนะ ปลวกที่นี่
เยอะ หนูก็เยอะ ช่วงฟุตบอลโลก ผมอยู่บ้าน หนูมาเล่น
บอลบนเพดานบ้านผม วิ่งกันสนุกเลย มันก็ต้องค่อยๆ
เรียนรู้กันไป มะพร้าวที่นี่เจอด้วง ผมปลูกไว้คิดว่าใช้ได้แค่ 
10% แล้วมั้ง เมื่อก่อนปลูกข้าว นกกินหมด เวลาเดินเข้าไป
นกบินพรึบ ฟ้ามืดเลยล่ะ เป็นร้อยเลย นกกระจิบตัวเล็กๆ
แต่ว่ามันสวยนะ เราก็ทำหุ่นไล่กา ใครบอกอะไรดีเราก็ทำ
มีคนบอกให้เอาแผ่นซีดีเสียๆ มาแขวน มันก็กลัวแค่วัน
สองวัน เดี๋ยวมันก็ไม่กลัวแล้ว … จริงๆ ทำนาสนุก ผม
อยากทำ แล้วมันก็เหมือนกับเป็นวิชั่นของผม มันเป็นภาพ
ที่ผมเห็น อย่างที่ผมบอก มีนาข้าว มีต้นไม้ใหญ่  แต่ว่ามัน
ไม่มีแรงทำ แล้วก็ไอ้คนที่ทำมันก็ไม่ตั้งใจทำ คือที่นี่หญ้า
มันเป็นใหญ่มาก่อน ถ้าคุณไม่ไถให้มันละเอียดจริงๆ สัก
พักหนึ่งหญ้าก็จะขึ้นพร้อมกับข้าว

ไอ้ต้นตาลนี่ก็น่าสนใจ ตอนแรกผมพยายามหากล้าตาล
เขาก็บอกว่าไม่มีๆ เขาบอกให้เอาลูกไปทิ้งไว้ แต่ต้องรอ
หน่อยนะ ผมก็ถามว่ารอนานเท่าไหร่ เขาก็บอกว่า
ประมาณสักปีหนึ่ง แล้วก็จริงๆ นะ ผมก็เอาเม็ดมาทิ้งๆ ไว้ ไอ้ต้นที่เห็นนี่ 6-7 ปีแล้ว เริ่มจากไอ้ลูกที่มันแข็งๆ นี่ล่ะ
แล้วผมก็ต้องเอาไม้ไผ่ไปปักไว้ ให้รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น แล้ว
ก็รดน้ำทุกวันๆ เป็นปีจนผมนึกว่ามันจะไม่งอกแล้ว แต่
หลังจากนั้นมันก็งอกกิ่งเขียวๆ ขึ้นมา แล้วก็อยู่อย่างนั้นอีก
ประมาณครึ่งปี กว่าที่มันจะขึ้นใบนี่ได้นะ ปีกว่าเกือบสอง
ปี แต่ผมคิดว่าที่มันช้าเพราะว่ารากมันลงไปในดิน มัน
พัฒนาส่วนที่เป็นรากก่อน มันสร้างรากฐานของมันก่อน
อย่างต้นมะยมตรงนั้น มันเป็นต้นแรกๆ ที่ผมปลูก
มันแกรนอยู่ประมาณ 5 ปี ไอ้ตรงนั้นมันเป็นที่ลุ่ม ผมก็
พยายามเอาดินมาถมๆๆๆ ผมถมจนตอนนี้น้ำไม่ท่วมแล้ว
แล้วภายในปีหนึ่งมันทะลึ่งขึ้นมาจนสูงขนาดนี้ ผมก็ว่า
เอ้อเว้ย มึงนี่โคตรอึดเลย มันเป็นธรรมชาตินะ มันเป็นต้น
แรกๆ ที่ผมปลูก ผมก็คอยมองว่า เฮ้ย เมื่อไหร่มึงจะโตสัก
ที ก็มองมันอยู่เรื่อยนะ เสร็จแล้วพอมันทะลึ่งขึ้นมาก็เลยว่า
มึงนี่ยอดจริงๆ  ก็คุยกับมัน

ธรรมชาติ : แข็งแกร่งเพราะหลากหลาย
ความที่เราไปมองธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
ทำให้เกิดความเสียหายเยอะ ยกตัวอย่างง่ายๆ
เดี๋ยวนี้ทุเรียนมีแต่หมอนทองทั้งนั้นเลย เข้าไปในห้างมีแต่
หมอนทอง ชาวบ้านก็ตัดอย่างอื่นหมด ไอ้พวกกระดุมนี่
ไม่มีแล้ว ชะนีพอมีเพราะชาวบ้านยังพอกินอยู่ ก้านยาวนี่
นานๆ เจอที นอกจากนี้แล้วพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ที่กลิ่นมัน
ฉุนๆ เนื้อบางๆ ก็แทบไม่เหลือ จริงอยู่ รสชาติมันไม่อร่อย
แต่มันเป็นความหลายหลาก แล้วธรรมชาตินี่มันแข็งแกร่ง
เพราะความหลายหลาก ไม่ใช่เพราะพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่ง ทีนี้
พอเราเลือกกินของที่มันอร่อยปั๊บ อะไรที่มันไม่เป็นที่นิยม
ก็ตายไปหมด อย่างมะม่วง เดี๋ยวนี้ต้องน้ำดอกไม้ใช่มั้ย คุณ
เข้าไปในห้างมีแต่น้ำดอกไม้ทั้งนั้นเลย อกร่องมีบ้าง
ทองดำนี่แทบจะมองไม่เห็น แก้วนี่แทบจะไม่มีแล้ว ไอ้
พวกมะม่วงหัวช้าง หูช้าง งาช้างนี่หายหมดแล้ว เมื่อก่อน
มะม่วงงาช้างลูกยาวๆ อันนั้นน่ะทำมะม่วงดองอร่อยมาก
มะม่วงแช่อิ่มน่ะ ยิ่งมันยังไม่เข้าคาย คือยังไม่แก่ เม็ดยังไม่
แข็งน่ะ อร่อยมาก แล้วมะม่วงแก้วนี่ทำมะม่วงกวนอร่อย
เพราะว่ามันมีเนื้อ อย่างน้ำดอกไม้มันมีแต่น้ำ แก้วนี่มันมี
เนื้อมะม่วง อกร่องนี่รสชาติชั้นยอด แต่เดี่ยวนี้หายไปเกือบ
หมดแล้ว  อีกอย่างก็มะขามเปรี้ยว หวังว่ามันจะไม่หายนะ
มะขามเปรี้ยวนี่สำคัญ ทำอะไรได้เยอะ มีประโยชน์หลาย
อย่าง มะขามหวานน่ะเอาไว้กินอย่างเดียว

God is in human fully alive.
ไอ้สิ่งเหล่านี้ เวลาเราคุ้นเคยกับธรรมชาติแล้วเนี่ย
เราจะเห็นคุณค่าของมันในแต่ละอย่าง แล้วมันก็สะท้อน
ให้เห็นตัวตนของเราเองด้วยนะ เราแต่ละคนก็มีคุณค่า
อย่างที่เราเป็น คุณไม่จำเป็นต้องไปเหมือนคนอื่น ใช่มั้ยฮะ
เหมือนอย่างที่นักบุญอัลแซล์มบอกว่า God is in human
fully alive. คือขอให้คุณเบ่งบานเต็มที่เถอะ คุณก็เหมือน
พระเจ้าแล้ว พระเจ้าสร้างคุณให้มีฉายาของพระเจ้า แล้ว
สมมตินะ ถ้าเกิดเราพอใจในตัวเอง เราภูมิใจในตัวเอง อัน
นี้ไม่ได้หมายถึงหยิ่งยโสอะไรนะ คือรู้สึกมีความสุขกับ
ตัวเอง แล้วคุณจะไปทำความเดือดร้อนให้ใครล่ะ คือคนมี
ความสุขกับตัวเอง พยายามทำตัวเองให้เบ่งบานเต็มที่ แล้ว
คุณก็รู้สึกภูมิใจใช่มั้ยฮะ แค่นี้ ทุกอย่างมันก็มีความสุขแล้ว